2005/Oct/14

เมื่อวาน... ก็มีโอกาสไปงานหนังสือตามที่
เกริ่นไว้วันโน้นล่ะค่ะ กว่าจะออกไปได้
ก็ทุลักทุเลเหลือเกิ๊นนน อุปสรรคเยอะ

รับโทรศัพท์ 6 - 7 สาย จนไม่มีมือจะรับ
ไม่รู้จะโทรมาทำไมพร้อมๆ กัน รับไม่ทันวุ้ย

แล้วไหนจะน้องสาวโทรมาบอก
ทำรถควันขึ้นอยู่มหาลัย ทำไงดี...

ป๊าดดธ่ออ แล้วขับยังไงจนควันขึ้นเนี่ย... ฝีมือจริงๆ
(ฝีมือ ... เห่ย ... << แอบๆจิกไว้ เผื่อน้องมาอ่าน อิอิ)

กว่าจะไปถึงงานเลยปาเข้าไป บ่ายสองกว่า
ถึงจะเป็นวันธรรมดาสามัญชนผู้คนทำงาน
(แล้วทำไมคุณอิง ว่างออกมาคะ << แปลได้ว่า ไม่ทำงาน)
แต่รถก็จอดกันพรึ่บพรั่บสนั่นตา
น่าจะเป็นเพราะช่วงนี้ปิดเทอมพอดี

ไม่ต้องเล่านะคะว่า ไปเดินซุ้มไหน
เยือนร้านไหน ซื้อเล่มไหน ราคาเท่าไหร่
มันจะดูบ้าช็อปปิ้งไปนิดหนึ่ง

เอาเป็นเรื่อง บ้าผู้ชาย ดีกว่าค่ะ 555

อารมณ์แบบว่า คนมันเยอะมันก็ต้องหาช่องทาง
แทรกได้ก็แทรก เสียบได้ก็เสียบ ใช่ไหมคะ
มุมไหนจังหวะดี พลิ้วเข้าไปได้
ก็ต้องปรี่เข้าไปโดยด่วนเลย

อิงก็นับว่าขนาดตัวปานกลาง
เห็นจังหวะเหมาะๆ ก็แทรกเข้าไปเนียนๆ เลยค่ะ
แต่ก็น่าจะเป็นเพราะตัวปานกลางนี่ล่ะ
ที่ข้างๆ มันเลยเหลืออีกประมาณครึ่งตัวอิง
(มาตรวัดระยะประเทศไหนเนี่ย)

ยืนเอื้อมซ้าย เอื้อมขวายังไม่ทันไร
รู้สึกได้ว่า มีคนมายืนไอ่พื้นที่ว่าง
ขนาดครึ่งตัวอิงนั่นล่ะค่ะ

ยืนไม่ยืนเปล่า เอื้อมมือผ่านหน้าผ่านหลัง
หยิบเล่มนั้น วางเล่มโน้น อยู่นี่ล่ะ
ระยะห่างมันก็ยิ่งใกล้กันๆ เข้ามา
ทำนองว่า ถ้าอิงหันไป ก็จูบกันล่ะค่ะ (-"-)

ก็เลย...เริ่มรู้สึกว่าต้องโดน
ผีนางสาวไทยสิงกันหน่อยละมั้ง
เลยขยับเบียดป้าข้างๆ ไปอีกติ๊ดละกัน
ยอมโดนป้ามองหน้าหน่อยไม่เป็นไร
ถ้ายืนนานๆ แบบนี้เดี๋ยวโดนเบียดแขนสึกไป ล่ะแย่เลย
(ที่จริง ไม่น่าแย่.. น่าจะดี เพราะแขนใหญ่ สึกไปหน่อยก็ดี อิอิ)

พออิงขยับให้เท่านั้นล่ะ
..พ่อเจ้าประคุณเอ้ยยยยย...
แทนที่จะรู้ตัว อ้อมแอ้มเกรงใจซะหน่อย
นี่....พ่อคุณ เลยขยับยืนแบบกางๆ เอาซะเต็มเท่เลยนะพ่อนะ....
นัยว่า เออ แม่คนนี้มารยาทดีจริง (ตรู) ยืนสบายขึ้น

แต่...อิง ก้อออยังสติลอยู่ในระยะอ้อมแขนของชายหนุ่มพอเด๊พอดี
(บรรยายซะอย่างกะนิยายรักพาฝันเลยแฮะ อิอิ)
ราวกับว่าอิงจ้างมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวให้งั้นล่ะ...

คือ... ถ้าไม่ติดว่า หันหน้าไปจะจูบกัน
อาจจะหันไปถามแล้วว่า...

กอดกันเลยไหมล่ะเพ่... แหม่ ระยะประชิดเหลือเกินนิ


เอาเป็นว่าอิงหมดอารมณ์สนใจกับหนังสือไปแล้วล่ะค่ะ
เลยเดินแท่ดๆ ครึ่งข้างเป็นนกเพนกวินออกมา
ก่อนที่จะมีการเปิดฉาก ติดเรต แถวนั้นให้ประชาชีดู

แหม่.... นี่ถ้าหน้าตาดี จะไม่ว่าเล้ยยยยย 5555 (ป่อยยยย -"-)

เพราะงั้น สาวคนไหนไปงาน ก็ระวังคุณสุภาพกะหลุด
เหล่านี้ให้ดีๆ ละกัน จะจงใจ หรือบังเอิญก็ไม่รู้ล่ะ
แต่แบบ ไม่ต้องรักการอ่าน ขนาดนั้นก็ได้ม้างงง.....
.
.
.
เดินไปสักพัก มีโทรศัพท์เข้า
ใครก็ไม่รู้ เบอร์ไม่รู้จัก
ก่อนรับดูเบอร์ เลยเดาเอาว่า
อาจจะเป็นเพื่อน เปลี่ยนเบอร์โทรมาบอกเบอร์มั้ง

อิง : โหล......
ใครก็ไม่รู้ : ฮัลโหลคร้าบ...

อิง : ใครคะ (แต่ในใจคิดว่า พูดเพราะผิดปกติ ใช่เพื่อนแน่หรอหว่า)
ใครก็ไม่รู้ : ผมเองไง
อิง : .... (จะรู้ไหมเนี่ยย "ผม"ไหนวร้าา) ... เอ่อ จะขอสายใครคะ
ใครก็ไม่รุ : มดอ่าาาา (ทำเสียงตัดพ้อเล็กน้อย ก่อนเจือหัวเราะตอนท้ายๆ)
อิง : (เริ่มเง็ง ใครฟะ) มดไหนอ่ะ ไม่ใช่เบอร์นี้มั้งคะ
ใครก็ไม่รู้ : อ่ะแน่.... หุหุ (แล้วทำเสียงหัวเราะเหมือนมีพิรุธ)
อิง : (เริ่มลังเลนึกว่าเพื่อนอำมั้งเนี่ย แล้วเดี๋ยวเอาไปเผาลับหลังแน่ เลยทำเสียงแบบรู้ทันกลับไปซะเลย) แอ๋...... ใครอ๊ะ
ใครก็ไม่รู้ : ก้อลือ... ไง (คาดว่าคงเริ่มเง็งด้วยเหมือนกัน)
อิง : (เอาละวุ้ย ตกลงใครอำใคร ชักมึน) ลือไหนอ่ะ.. ใครกันแน่เนี่ยย (ชักมีน้ำโหและนะ อำไม่เลิก)
เขาว่าเขาชื่อลือ : ก็ลือไง ลืออ่ะ... ลือจริงจริ๊งง (น้ำเสียงเริ่มจริงจัง)
อิง : หง่า... (ชักสังหรณ์ใจ)โทดนะคะ คุณโทรเบอร์อะไร (เสียงเปลี่ยนทันทีฮ่ะ)
คุณบุญลือมั้ง : 01 - xxxxxxx อ่ะครับ
อิง : เหะเหะ คุณโทรผิดแล้วล่ะค่ะ กดใหม่นะคะ นี่ไม่ใช่เบอร์นั้นน่ะค่ะ เท่านี้นะคะ สวัสดีค่ะ... (วางอย่างรวดเร็ว)

... เลยไม่รู้ใครหน้าแตกกว่าใคร
นัยว่า ทั้งคู่ ดันคบเพื่อนขี้อำเหมือนกัน ... 555

...เจ๊ากันไปละกัน... อิอิ

ส่วนหนังสือ ปีนี้ทำเป้าได้ค่อนข้างดี
คัดเฉพาะที่อยากได้จริงๆ
และการ์ตูน (แวะเข้าไปละอายใจเต็มที
เด็กเป็นโขยงเลย ยืนแก่อยู่คนเดียว -"-)

หนังสืออื่นๆ ก็พอทำเนา (มันเป็นไงนะ ทำเนา เนี่ย)
คาดว่าอาจจะอ่านหมดในเร็ววัน
เพราะเป็นโรคบ้าเห่อ เอิ๊กๆๆๆ
อะไรได้มาใหม่ๆ ก็อ่านก่อน
ที่หมกๆ ไว้ ก็ไว้ตามเดิมนั่นล่ะก๊าาาา

ป.ล. เดินเตะอะไรไม่รู้ เล็บแตกเล้ยยย
เตะไปสามสี่อย่าง เลยระบุไม่ได้ว่าอย่างไหนเป็นจำเลย
เตะไปเกือบสิบนาที นั่งๆ แกว่งขาเล่น
คิดในใจว่า หนนี้ทำไมเจ็บนานจัง
(คือเตะบ่อย จนคิดว่า ประเดี๋ยวก็หายเจ็บเอง)
พอก้มลงมองเท้า ...แว๊กกก ...เลือดไหล...
วิ่งจ๊ากๆ ไปห้องน้ำ โวยวายอย่างกะบ้า
...เตะอะไรอ่ะๆๆ อยู่นั่นล่ะ

.... เพี้ยนจริงๆ .....
(ท่าทีในการเล่า เหมือนว่าเป็นคนอื่น
ที่จริงแล้ว ตัวเองนี่ล่ะ หุหุ << ภูมิใจหรอน่ะ)

ป.ล. 2 คุณหมอจอยมาคอนเฟิร์มความอร่อย
ของเค้กโนโวเทล.... โฮะๆๆ
งานนี้ อิงต้องไม่พลาดๆๆๆๆ (ย้ำมากจริงๆ)

ป.ล. 3 หลายเสียงยืนยันว่า หนังสือในเมืองไทยถูกแล้ว
อืมม สงสัยมันจะเป็นปัญหาเหมือนเรื่องน้ำมันมั้งคะ
บ้างก็ว่าแพงหง่า บ้างก็ว่า ถูกแล้วน้าาา นานาจิตตังค่ะ
(อาจจะถูก แต่อิง 'งกจัด' อันนี้ก็เป็นไปได้อยู่ อิอิ)


Artist : Cascade
Title : Rhythm of the Falling Rain

* แหม่.. เพลงเหมาะเหลือใจ ฤดูนี้ไม่ฟังเพลงนี้ จะไปฟังเพลงไหนกันล่ะค้าา *

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไปมาเหมือนกัน

แนวป่าเขา

และปรัชญาครับ
#1  by  ทูติอาถรรพ์ 07 At 2005-10-14 20:23, 
ยังมาย้ำคำเดิม เค็กโนโวเทลน่าสนใจ *^^*
คงต้องหาเวลาไปพิสูจน์ด้วยตัวเองซะแล้ววววว

กิมจิว่า หนังสือแพงขี้นนะ
โดยเฉพาะหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือ

สมัยก่อนนะ (สมัยไหนไม่บอก)
งานสัปดาห์หนังสือ (สมัยที่ยังจัดอยู่ที่ครุสภา)
จะเป็นงานที่เลหลังหนังสือ
กิมจิเคยไปกว้านซื้อนิยายที่ลดราคาในงาน
เหลือเล่มละสิบห้าบาทมาบ้านเป็นตั้ง ๆ เลยคับ

#2  by  กิมจิ ณ แสร้งว่าฯ At 2005-10-14 23:35, 
เห็นด้วยกับคุณลุงกิมจิ บ้านเราเหมือนกับช่วงนี้บูมให้คนอ่านหนังสือแล้วหนังสือหรืออะไรก็ตามของบ้านเราถ้าถูกบูมจะเป็นธรรมชาติว่ามันจะต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่ หรือไม่งั้นก็คิดใหม่ทำใหม่ว่า เนี่ยมันเป็นของดีนะ ดังนั้นมันจะต้องแพงขึ้น ทั้งๆ ที่มันขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์ว่า อะไรที่ช่วยกัน "บูม" มันน่าจะถูกลง

กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้คนอ่านหนังสือมากขึ้น แต่ราคาก็แพงขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าถามคนที่อ่านหนังสือจริงๆ เล่มเท่าไหร่ก็จะซื้อ ได้อ่านหน้าเดียวของหนังสือที่อยากได้จริงๆ ก็คุ้มแล้ว ดังนั้นการที่รณรงค์ให้อ่านหนังสือกันมากขึ้นเนี่ย มีข้อดีคือ หัวหนังสือมีมากขึ้นทำให้มีตัวเลือกมากขึ้น คนที่เป็นนักอ่านอยู่แล้วก็เปรมปรีด์ไป

แต่การที่กลไกมันพิกลพิการด้วยการทำให้ราคาหนังสือแพงขึ้นเนี่ย ทำให้คนที่ไม่ใช่นักอ่านต้องชั่งใจอยู่สองประการคือ จะเลือกมาอ่านหนังสือเพราะหนังสือมีตัวเลือกมากขึ้น หรือเลือกไม่อ่านหนังสือต่อไปเพราะว่าราคามันก็ "ไฮโซ" ขึ้นเหมือนกัน

ใครจะ "วิวาทะ" กะคอมเมนต์นี้เชิญเลยนะครับ ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ไปงานหนังสือแห่งชาติหรือแห่งภาคใดๆ มานาน 3 ปีกว่าแล้ว ข้อมูลอาจไม่อัพเดท และมากกว่านั้นโดนเนรเทศออกจากประเทศมาสิบสามเดือนเป๊ะ ทุกอย่างคงมั่วและอาจเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ฮ่าๆๆๆ
#3  by  PeeTon At 2005-10-15 02:27, 
ไม่ชอบงานหนังสือแบบนี้อ่ะ .. ต้น.. คนมันเยอะ วุ่นวาย.. แล้วราคาหนังสือมันก็ไม่ได้ถูกขนาดที่เราจะต้องไปแย่งกันขนาดนั้น และที่สำคัญก็คือ พี่ไม่ได้ชอบหนังสือแบบเต็มบ้าน .. ดังนั้นหนังสือที่พี่จะซื้อมันก็ต้องดูดี ดูแล้ว ดูอีก ว่ามันควรจะซื้อมาอ่านหรือเปล่า.. พี่จึงไม่ชอบที่จะไปงานหนังสือแบบนี้ที่สุดเลย.. พี่ชอบเข้าไปร้านหนังสือแล้วใช้เวลาเลือกหนังสือดี ๆ ออกมาสักเล่มหนึ่ง โดยใช้เวลานาน ๆ ...

ถ้ามีหนังสือเต็มบ้าน แล้วไม่ได้อ่าน พี่จะหงุดหงิดอย่างเป็นที่สุด..

แต่ไอ้เรื่องราคาหนังสือแพงเนี่ย พี่ขอเถียง เล่มละสองสามร้อยเท่านั้น ราคาหนังสือเมืองไทย ไม่มีทางจะเท่าที่เมืองนอกอย่างแน่นอน พี่ว่าโดยส่วนตัวแล้วหนังสือไม่ได้มีราคาแพงหรอก.. แต่ว่าคุณค่าของหนังสือมันเหมาะสมกับราคาไอ้สองสามร้อยนั้นหรือเปล่า หนังสือบางเล่มเขียนเรื่องการทำศัลยกรรมของตัวเอง การลดความอ้วน วิธีหาผัว วิธีหักหลังผู้ชาย ฯลฯ ถ้าอ่านแล้วคุ้มค่ากับเงินสองสามร้อย มันก็น่าจะจ่ายไป เพราะว่าทำให้คนอ่านมีความสุขใช่ไหม (แต่แน่นอนว่าไม่ใช่กับพี่)

#4  by  มาจากต่างดาว At 2005-10-15 10:18, 
หวัดดีจ้าพี่อิง
จำแช่วับได้ไหมคะเนี่ย อิๆๆๆ

อยากไปมั่งจังเลยงานหนังสือ แต่เป็นโรคแพ้ฝูงชนหมู่มาก...ไม่ชอบไปเดินเบียดๆๆๆๆ ไปจตุจักรทีไนอารมณ์เสียทุกที อยากดูขงก็ดูไม่ได้เพราะรำคาญคน....

อืม.....ส่วนเรื่องหนังสือ...แคว่าแพงพอสมควรนะหนังสือที่เมืองไทย ที่ฝรั่งเศส ถ้าไม่ใช่อีดิชั่น พ๊อกเก็ตบุ๊ค ราคาถูกที่ทำเพื่อนักเรียนละก็...ฉพงมาก....แต่ว่ามันมีพ๊อกเก็ตบุ๊คเยอะไง..ราคาถูกกว่าบ้านเรามากๆ โดยเเฉพาะหนังสือคลาสสิค ประมาณว่า หาไม่ได้ๆอีกแล้ว
#5  by  ~ ดอกไม้พเนจร ~ At 2005-10-16 15:18, 
หนึ่งเลยค่ะ พี่กิมจิ
อิงเคยไปทันรุ่นที่เขาจัดกันอยู่หลังคุรุสภา
ซึ่งตอนจัดที่นั่น อิงว่าถูกกว่าจริง
และให้บรรยากาศแบบลูกทุ่งๆ นิดหนึ่ง
น่ารักไปอีกแบบ แต่ทันอยู่ไม่กี่งาน
เขาก็ย้ายไปจัดที่ศูนย์ประชุมฯ แทนน่ะค่ะ

ส่วนเรื่องกระแสอ่านหนังสือบูมที่พี่ต้นว่า
อ่านแล้วอิงก็แปลกใจเหมือนกัน
เพราะบ้านเรา ดูเหมือนจะมีกลไกแบบนั้นจริงๆ
คือ... อะไรบูม ไอ่นั่นก็แพงล่ะ

แต่อย่างหนึ่งที่อิงเห็น คือแม้จะมีตัวเลือกมากขึ้น
แต่ไม่ได้หมายความว่า หนังสือดีๆ มีมากขึ้น
ถ้าพี่ต้นกลับมาเดินดูหนหนึ่ง แล้วจะรู้ว่า
หนังสือดีๆ มีปริมาณ ลดน้อยลงกว่าเดิมด้วยมั้งคะ
เพราะช่วงนี้หนังสือกระแส ดารามาเขียน
คนดังมาเขียน ร้อยแปดพันเก้าฮาวทู
หนังสือทำนองข้างต้นมีเยอะมาก
แทบจะเรียกได้ว่าทุกร้านต้องมีไว้บ้างล่ะ

ที่จริง อิงก็เห็นด้วยกับพี่แอนมากๆ
ว่างานแบบนี้ หนังสือไม่ได้ถูกลงกว่าราคาจริงเท่าไหร่เลย
(ดูเหมือนพี่แอน เคยบอกอิงไว้ครั้งหนึ่งเมื่องานหนังสือคราวก่อนแล้ว)
แต่ปัจจัยที่ไปงานเป็นสำคัญ บางทีก็ไปหาหนังสือที่อยากได้
หรือบางทีก็ไปเดินดูเพราะมีหนังสือเยอะดี
ซึ่งบางครั้งเราก็พลาดบางเล่มไป
เพราะงั้นไหนๆ ก็จะไปเดินอยู่แล้ว
เลยถือโอกาสซื้อของถูกบ้างละกันค่ะ
แบบว่า ยังไงเสีย ซื้อของถูกก็ดีกว่าของแพงอยู่ดี ^^

และสุดท้าย คำว่าหนังสือแพงของอิง
มันก็คือ ราคา ไม่คุ้ม "ค่า" กับเนื้อหาสาระ
ด้านในหนังสือนั่นแหล่ะค่ะ

ถ้าหนังสือเล่มละ 500 แต่ซื้อมาอ่านแล้ว
อิงซาบซึ้งดื่มด่ำถึงก้นบึ้งหัวใจเหลือเกิน อิงก็พร้อมจะจ่ายค่ะ
แต่หนังสือที่เดินผ่านในงานหนังสือ รอบหลังๆ ที่ผ่านมานี่
ที่ทำให้ถึงกับต้องออกปากบ่นว่า หนังสือมันแพง
ก็เห็นจะเป็น อย่างที่พี่แอนว่าค่ะ
คือมันอ่านจบแล้ว รู้สึกเสียดายเงินตะหงิดๆ
(อิงซื้อมาอ่านด้วยนะนั่น อ่านให้เถียงได้ว่า มันน่าเสียดายเงินจริงๆ นะ)
และยิ่งน่าหงุดหงิด ถ้าไปเดินแล้วมองเห็นว่า
ไอ่หนังสือพวกนี้ มันติดอันดับ best seller เป็นบางเล่มด้วยนี่สิคะ...

..น้องแค แช่วับ ช่ายม้าย... จำได้ค่ะ
ที่จริงพี่ก็ไม่ชอบไปเบียดๆ คนนะ ขี้รำคาญเหมือนกัน
แต่อารมณ์อยากดู อยากเดิน อยากได้บรรยากาศอาจจะมีมากกว่ามั้ง ^^

ป.ล. ขี้เกียจอัพบล็อคใหม่ ก็เลยมานั่งคุยในคอมเม้นต์ดีกว่า ^^
#6  by  A girl who knows little At 2005-10-17 04:02, 
มารำลึกถึงความหลัง

กิมจิยังอยากให้เค้าจัดงานสัปดาห์หนังสือที่ครุสภาอยู่เลยนะเนี่ย

แม้ว่ามันจะร้อน มันจะไม่ไฮโซ
แต่ทุกครั้งที่มีงานสัปดาห์หนังสือ มันจะมีพร้อมกับงานกาชาด

แบบว่า กลางวันเดินดูหนังสือ กลางคืนเดินหาของกินต่อได้เลย *^^*
#7  by  กิมจิ ณ แสร้งว่าฯ At 2005-10-19 12:41, 
ขอบคุณค่ะ
#8  by  โหลดเพลง (124.157.236.176) At 2009-10-07 18:53, 
hi all !!
#9  by  sears parts (124.157.184.118) At 2009-12-05 10:10, 

<< Home